Max Rise Bowling Shoe : K-3 Pro

หลังจากที่ผมได้ตามล่าหารองเท้ารุ่นนี้มานานประมาณ เกือบ สี่เดือน ในที่สุดก็ได้มาครอบครองเสียที ต้องขอขอบคุณพี่นิค โปรช็อป ที่เมเจอร์ปิ่นเกล้าที่เป็นธุระจัดหาให้เป็นอย่างยิ่งครับ สามารถตอบสนองกิเลสผมได้เป็นอย่างดี

วันนี้ตอนขับรถไปเอานี่เรียกว่า ทุ่มทุนสร้างมาก ขับจากลาดพร้าว 71 ออกไปตอนหกโมง  ถึงเมเจอร์ปิ่นเกล้า ตอน สามทุ่ม บร๊ะเจ้า  พอเสร็จจากเมเจอร์ก็รีบตรงกลับบ้าน กะว่ารถน่าจะหายติดแล้ว แต่…เดชะบุญ ล่อไปซื้อเกือบเที่ยงคืน  นี่มันขับรถหกชั่วโมงเลยนะเนี้ย สุดยอดดดดดดดด

มาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ เนื่องจากผมเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะชอบถ่ายรูป และชอบถ่ายของที่ซื้อมาเก็บไว้เป็นอย่างมาก เนื่องจากอย่างน้อยพอเราใช้ไปเรื่อย ๆ สภาพมันก็จะเก่าลง  แต่อย่างน้อยก็ยังมีภาพตอนสมัยที่มันยังปิ๊ง ๆ เก็บไว้อยู่  และอีกอย่าง ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับรองเท้ารุ่นนี้ เพราะบางทีบทความของผมอาจจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถตัดสินใจในการซื้อได้ง่ายขึ้นครับผม

มาเริ่มจากภาพแรกครับ แกะกล่องมาก็วางโพสให้หล่อ ๆ ก่อนเลย

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในรุ่นนี้ก็คือ สีและดีไซน์ของมันครับ มันดูเรียบได้ใจมาก ๆ   คอนเซปแบบว่า เรียบ หรู ดู ดี

ถ้าเปรียบเทียบกันกับ Hellbent แล้ว เรียกว่าคล้ายกันมาก แต่ของ Hellbent จะมีเหล็กตรง 3 รูร้อยเชือกด้านล่าง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่ามันดูเยอะไปนิด (แต่จริง ๆ ถ้าผมหารุ่นนี้ไม่ได้จริง ๆ ผมก็คงจะจัด Hellbent )

ภาพประกอบอื่น ๆ

อุปกรณ์ทั้งหมดที่ได้จากกล่อง
K-3 Pro

จากที่ผมได้เช็คดูหมดแล้วว่าแต่ละยี่ห้อนั้น แถมอะไรมาให้บ้าง  จะบอกว่าของ Max Rise เนี้ยแถมมาให้เยอะสุดแล้ว เรียกว่าไม่มีักั๊ก ที่เห็นทั้งหมดนี้ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อเพิ่มใด ๆ ทั้งสิ้น มีตั้งแต่

  • ที่ดันทรงรองเท้า
  • ช้อนใส่รองเท้า
  • แปรงขัดพื้นรองเท้า
  • เชือกสำรอง
  • แผ่นสไลด์สำหรับเปลี่ยน
  • ส้นสไลด์สำหรับเปลี่ยน
  • ที่ใส่กันรองเท้า (มีสองข้างเลย)
  • กระเป๋าสำหรับใส่รองเท้าและอุปกรณ์ ทั้งหมดนี้

ซึ่งมันเยอะมากกกกกกกกกก จริง ๆ ครับ เรียกว่าเยอะสุดที่ผมเคยเห็นแล้วแหละ ถ้าเทียบกับ Dexter , Hellbent , ABS , 3G

สำหรับด้านในของรองเท้า เขาออกแบบมาแบบว่าให้ระบายอากาศได้ดี และมีแผ่นรองที่ช่วยให้กระชับเท้ามากยิ่งขึ้น แต่ผมยังไม่ได้ลองใส่โยนดูนะ  เลยไม่รู้ว่ามันจะเวิร์คจริง ๆ หรือป่าว

ปิดท้ายด้วยหน้าตาตอนที่ทุกอย่างที่เห็นถูกบรรจุลงไปในกระเป๋าที่แถมมาให้  เรียกว่าพอดีแบบไม่น่าเชื่อ ผมไม่ได้เอาอะไรออกเลยสักอย่างจริง ๆ

พอปิดมันก็กลายเป็นแบบนี้

บทความนี้ เป็นการรีวิวแค่ภายนอกนะครับ ไม่ได้ลงไปถึงว่าตอนที่ใช้งานจริง ๆ แล้วมันดี หรือไม่ดีอะไรอย่างไรบ้าง  ความคงทนอะไรพวกนี้ ก็ยังไม่ได้พูดถึง  โดยส่วนตัวตอนนี้ผมใช้ Dexter SST8 อยู่ ที่อยากเปลี่ยนเพราะ เหตุผลเดียวเลยครับคือ  เห็นแล้วมันห้ามใจไม่ได้ สวยจับใจผมมาก  

อ้างอิงจากเหตุการณ์เมื่อวันอังคารที่ 31 พ.ค. 2554 ผมได้มีปัญหาคาใจเรื่อง Timing ของผมมาก จนต้องออกเดินทางไปหาอาจารย์อ๋อย โปรช๊อบ ณ Fashion island เพื่อขอคำปรึกษา ซึ่งก็ได้แนวคิดและคำแนะนำมาพอสมควร เรียกว่าเข้าใจในระดับทฤษฎี แต่ปฏิบัติ อาจจะยังไม่เนียนนัก

และ จากที่วันนี้ (วันพุธที่ 1 มิ.ย. 54) ได้ไปสังเกตุ อาตั๊มที่ All Star Bowl และได้สอบถามเกี่ยวกับ Step การเดิน แก้แนะนำมาว่า ให้ Mark จุดเดินไว้เลย แล้วฝึกตอนแรกให้เคยชินเพื่อให้ได้ระยะที่เรากำหนดไว้ก่อน

ก็เลยพอจะได้ไอเดียที่จะนำมาปรับใช้ จึงลองแบบว่านับจังหวะในใจไปเลยว่า
“หนึ่งงง สองงงง สามมม สิ ห้าาาาาา”
สังเกตุว่าจังหวะที่ 4 จะสั้นมาก ประมาณ ครึ่งหนึ่งของทุกก้าว ถ้าไม่เห็นภาพลองดูวีดีโอนี้ประกอบ ผมว่าน่าจะเข้าใจความหมายของ Timing นี้ได้ดีครับ

ซึ่งการเดินแบบนี้เขาบอกว่าเป็น Power Step มันจะช่วยให้เกิด รอบ และสปีดบอล ได้มากขึ้น กว่า จังหวะการเดินแบบปกติ (แบบปกติเป็นอย่างไร อันนี้ผมก็ไม่รู็เหมือนกันนะครับ)

ทีนี้ผมเลยลองเอามาทดสอบดู ตอนแรกก็รู้สึกขัด ๆ กับก้าวสี่ แบบว่ามันเหมือนเราจะซอยขาจนแทบเหมือน กระโดดเล็ก ๆ ผมคิดว่ามันแปลก ๆ ที่จะทำแบบนี้ เลย ไม่เคยลองทำจริง ๆ สักที แค่พยายามก้าวให้สั้นลงแค่นั้น ซึ่งเท่านั้นมันไม่พอ มันไม่ทำให้จังหวะพอดีได้ แต่พอได้ลองปรับเป็นแบบนี้ดู ปรากฎว่า ไอที่เราคิดว่ามันแปลกนั้น จริง ๆ แล้วเราคิดไปเองทั้งสิ้น พอถ่ายวีดีโอมาดูแล้วผมคิดว่า โอ้ว…นี่แหละใช่เลย มันควรจะออกมาแบบนี้แหละ ลองดูกันครับ คิดว่าพอไปโยนเลนจริงๆ ก็น่าจะได้ Timing แบบที่ควรจะเป็นแ้ล้ว

 

เพิ่มเติมอีกนิด ในวันที่ 2 มิถุนายน 2554  : ได้พบข้อผิดพลาดเพิ่มเติม ในก้าวที่ 3 ที่ตำแหน่งของเท้านั้น วางเบี่ยงเข้ามาทางด้าน ขวามากไปนิด และยังคงติดนิสัยชอบสไลด์เท้า ในก้าวที่ 3 ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วควรจะใช้วิธีเดินเอา  แล้วให้สั้นลงกว่าเดิมนิดหน่อย โดยความสัมพันธ์ของวงสวิงนั้นบอลจะอยู่ในตำแหน่งที่พ้นเอวมานิดหนึ่ง   จากนั้นก้าว 4 จะสามารถวางเท้าในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ง่ายกว่า  ต้องปรับอีกที

ถ้าใครมีคำถามสงสัยตรงไหน หรือมีข้อแนะนำอะไร ผมยินดีนะครับ
“ความรู้ต่าง ๆ บนโลกนี้มันจะมีค่ามากขึ้นถ้าเราแบ่งปัน”

จากที่สังเกตุ ว่าทำไมจังหวะมันยังเหมือนว่าขาด ๆ อยู่นิดหนึ่ง พอมาดูดี ๆ ก็มาเห็นนิสัยที่ติดสไลด์เท้าซ้าย เวลาเดินก้าวสาม แทนที่จะย้ำลงไปแล้วก้าวต่อ กลับสไลด์ลากเท้าเข้าไปข้างหน้าอีก ทำให้จังหวะมันเสียไป

ต้องปรับปรุงจุดนี้โดยด่วน

ปัญหาเรื่อง Timing ที่เหมือนง่าย แต่ยาก และเหมือนยากแต่ง่าย

ก่อนอื่นขอกล่าวขอบคุณหลาย ๆ คนที่ผมเคยได้รับคำปรึกษา แม้จะเพียงเล็กน้อย ก็ล้วนแล้วแต่มีผลกับความเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น
ครูอ๋อยที่สอนแบบไ่ม่มีกั๊ก
โจโจ้ (ญาณพล) ที่ให้คำตอบสำหรับมือสมัครเล่นอย่างผมได้เสมอ
โจ้ โค๊ชนาโน ที่ให้คำแนะนำดี ๆ
คุณจั๊มที่เป็นคนทักประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของบอล และจังหวะการเดิน
YouTube ที่มีอะไรให้ดูเป็นตัวอย่างมากมาย

เข้าเรื่องสักทีครับ ประเด็นเรื่อง Timing การโยนโบว์ลิ่ง ตอนที่ผมไม่เข้าใจว่า Timing ที่ถูกต้องคืออะไรนั้น ก็เรียกได้ว่าแก้ไขไปเรื่อย เหมือนว่ามันไม่รู้ว่าจะต้องแก้ จะต้องปรับอย่างไร รู้แค่ว่ามันไม่ใช่ (แล้วไอที่ใช่มันคืออะไร)

แนวทางการแก้ไขและฝึกหัดสำหรับผมส่วนใหญ่ คือ
แอบดูคนอื่นเขา ไม่ว่าจะดูจากของจริง ดูจาก YouTube ก็ตาม แล้วนำมาปรับเปลี่ยนให้เป็นของตัวเอง และจากนั้นจะทำการถ่ายวีดีโอ เพื่อนำมาเปรียบเทียบ แต่ทีนี้ ตอนที่เราถ่ายมาและเปรียบเทียบนั้น ผมพลาดอย่างแรง เนื่องจาก ผมไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ควรจะต้อง สังเกตุ หรือที่ต้องเปรียบเทียบนั้นจริง ๆ แล้วมันคือจุดไหน อะไรอย่างไรกันแน่ แค่คิดว่า เปิดวีดีโอ เทียบกัน สองวีดีโอ ถ้าฟอร์มมัน ใกล้เคียง แสดงว่าโอเค ซึ่งนั้นเป็นความผิดพลาดอย่างแรง เพราะจังหวะ ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน แต่จังหวะที่ถูกต้อง และความสัมพันธ์ของการโยนโบว์ลิ่ง ระหว่าง ร่างกาย กับลูกโบว์ลิ่งนั้น มันมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องของมันอยู่ เพียงแต่ว่าเราจะเข้าใจและหาเจอได้หรือไม่

ส่วนตัวผมเองนั้น เคยเสีย Timing ที่เหมาะสมกับตัวเอง ไปเมื่อตอนที่พยายามปรับเรื่อง วงสวิง และ การปล่อยบอล ไม่รู้อีท่าไหน ฝึกไปฝึกมา เจ๊งหมดเลย ทั้ง Timing ทั้ง การปล่อยบอล เพราะโบว์ลิ่ง สำคัญที่สุด และเป็นตัวแปรที่ส่งผลไปสู่เรื่องการ ปล่อยบอล วงสวิง ทั้งหมดนั้นคือ Timing จริง

ทีนี้เรามาเข้าถึงหลักสำคัญที่ผม ค้นพบ และพิสูจน์ทราบ โดยตนเอง จากคำบอกกล่าว ขี้นำของคนรอบข้าง ดังนี้

จุดที่เราต้องให้ความสำคัญที่สุดในเรื่องของ Timing ถ้าเราอยากรู้ว่า Timing เราถูกหรือผิด คือ … Feeling (ความรู้สึก) ถ้าทุกอย่างมันถูกต้อง และสัมพันธ์กัน ความรู้สึก ตั้งแต่ก้าวแรง จนสไลด์ และปล่อยบอล มันจะเบาสบาย ไม่รู้สึกว่าบอลหนัก หรือ ดึง ตรงจังหวะใด จังหวะหนึ่งเลยทั้งสิ้น ซึ่งแบบนี้ ศัพท์โบว์ลิ่งเขาเรียกว่า “ให้บอลพาเดิน” สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ บอล และ ร่างกาย สัมพันธ์กัน และส่งต่อกันไปแบบก้าวต่อก้าว ซึ่งอันนี้ขอพูดแค่จุดที่สำคัญ ๆ คร่าวๆ ดังนี้

สำหรับคนโยน 5 ก้าว ด้วยมือ ขวา นะครับ
จุดที่ 1 คือ ก้าวแรก จะเป็นการก้าวขาซ้ายไปข้างหน้าพอประมาณ ถ้าถามว่า สั้นหรือยาว ผมใช้ความรู้สึกว่า เอาแบบ พอดี ๆ เพื่อสร้างจังหวะไปสู่ก้าวต่อไป
จุดที่ 2 คือ ก้าวที่สอง เราจะดันบอลลงไปข้างหน้า เพื่อสร้างให้เกิด แรงสวิง
จุดที่ 3 คือ ก้าวที่ 3 จังหวะที่ต้องจับให้ได้ตรงก้าวที่สามคือ ขาข้าง ซ้าย มันจะส่วนกับมือข้างขวาในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน คือ ขาซ้าย จะก้าวขึ้นมา ส่วนมือขวาจะแกว่งไปข้างหลัง และตรงนี้ จะก้มตัวไปข้างหน้านิดหนึ่งเพื่อสร้าง Momentum ให้กับลูกโบว์ลิ่ง
จุดที่ 4 คือ ก้าวที่ 4 ตรงนี้ สำคัญมาก ๆ เพราะไอ้ที่พูดมาทั้งหมด ถ้า 1 2 3 มันอาจจะไม่ได้ตามนั้นเป๊ะ ๆ เพราะร่างกาย แต่ละคนมันไม่เหมือนกัน แต่ตรงนี้ ต้องมาจบที่เดียวกันทั้งสิ้น คือ จังหวะตอนที่ก้าวเท้าขวาลงพื้น นั้นลูกโบว์ลิ่งจะต้องอยู่บนจุดสูงสุดของวงสวิง ถ้าหากว่าจุดนี้ไม่เป็นตามนี้ จะส่งผลให้สมดุลร่างกายเสียทันที สิ่งที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากที่จังหวะนี้พลาดคือ บอลเริ่มตกลงมาจากจุดสูงสุด ก่อนที่เราจะก้าวขวาลงพื้น (Early Timing) และอีกอย่างคือ บอลยังขึ้นไปไม่สุด แต่ก้าวขวา เราลงพื้นแล้ว (Late Timing) ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บตามมาได้ ส่วนตัวผมโยนแบบ Early Timing มาเกือบ ปี โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาเรื่อง Timing ซึ่งทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่ขาขวา ตรงส่วนของกล้ามเนื้อหน้าแข้ง ซึ่งก็คิดว่าเราร่างกายอ่อนแอเองหรือป่าว ? พยายามออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อ เพื่อไม่ให้บาดเจ็บอยู่ตั้งนาน แต่ก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายตอนนี้ถึงเข้าใจว่าเกิดจากความผิดพลาดของเรื่อง Timing นี่เอง
จุดที่ 5 คือ การสไลด์ ก้าวที่ 5 ซึ่งตรงนี้จังหวะตอนดาวน์สวิงลงมา พร้อมกับ สไลด์ขาเพื่อ Landing บอลจะหลุดไปแบบมีพลัง จากวงสวิงที่เราสร้างขึ้น ไม่ใช่ แรงที่เราใส่เข้าไป

ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องหาว่าจังหวะไหนที่เหมาะสมกับเรา และจดจำความรู้สึก เบาสบาย ทุกย่างก้าวให้ได้ รับรองว่าคุณจะโยน โบว์ลิ่งได้สนุกขึ้นอีกเป็นกอง

ผมไม่ใช่คนเก่่ง แต่ผมชอบแบ่งปัน


จังหวะ 5 Step Approach
อยู่บ้านแล้วเสี้ยนจัด อยากปรับ ปัญหา Timing มาก เลยตั้งกล้องซ้อมกันตรงนั้นเลย
ตอนนี้เข้าใจประเด็นที่เคยหลุดออกนอกทะเลมาแล้วช่วงหนึ่งคือ TIMING นี่เอง

สรุปว่าตั้งแต่ตอนที่ไปดูคลิป เยอะ ๆ แล้วไปจำ TIming ของคนอื่นมาปรับ สรุปว่าเละเทะหมด

ตอนนี้กำลังปรับ ให้ Timing ในจังหวะก้าวที่ 3 – 4 นั้นลงตัว สังเกตุตอนก้าวที่ 4 ลูกโบว์ลิ่งควรจะอยู่ที่จุดสูงสุดของวงสวิง ก่อนหน้านี้ มันจะตกลงมาก่อนตลอด มิน่า ทำไมตอนจังหวะ Release ถึงมีปัญหา อย่างนี้นี่เอง

ข้อควรระวัง !!! : กรุณาอย่าซ้อมเพลิน จนปล่อยลูกไปในจังหวะสุดท้ายนะครับ อันนี้เรียกว่า บ้านแตก ของแท้

สำหรับผมเรื่องบางเรื่องมันผ่านไปแล้วมันเอากลับมาไม่ได้ เรียกว่าเสียนิสัยไปแล้ว อยากรู้ว่าสำหรับคนอื่น ๆ มีอะไรที่อยากย้อนกลับไปบ้างมั้ยครับ คิดว่าน่าจะเป็นบทความที่ดีสำหรับคนที่กำลังมองหา มอลทีสมาเลี้ยง และกำลังเริ่มต้นเลี้ยง

ผมขอไล่เป็นข้อ ๆ เลยนะครับ
1. อย่างแรกเลย อันนี้พลาดอย่างแรงมาก ๆ ผมจะไม่ให้มันกินอาหารอย่างอื่นเลย จะให้อาหารเม็ดอย่างเดียว และเวลาเปลี่ยนอาหารเม็ด ก็ไม่ควรจะเปลี่ยนทีเดียวทั้งมื้อ ต้องค่อย ๆ เปลี่ยน เพราะไม่งั้นน้องหมาเราจะกลายเป็นหมากินยากทันที เพราะเขารู้ว่า มันมีอย่างอื่นที่อร่อยกว่านี้อีก และอร่อยกว่าอีก และ อร่อยกว่าอีกไปเรื่อย ๆ ไม่ควรจริง ๆ คับ แต่ถ้าคิดว่าพร้อมสำหรับการทำอาหารแบบ Home Cook มีเวลาพอ ก็ใช่ว่าจะเสียหายครับ แต่ต้องระวังเรื่องโภชนาการให้ดี เพราะอาหารปรุงอย่างไรก็ทำให้ครบสารอาหารเท่าอาหารเม็ดลำบากครับ

2. ผมจะหัดรวบจุกทันที ที่รวบได้ และจะรวบไว้ตลอด ให้ชินตั้งแต่เด็ก ไม่งั้นจะมีปัญหาที่เวลาโตมาจะไม่ยอมรวบ พอสักพักจะแอบเอามือปัดออกตลอด ซึ่งทำให้ขนด้านหน้าขาด และไม่สวยงาม

3. ผมจะหัดมัดหนวดที่ปาก เวลามันกินข้าว ตั้งแต่เด็ก ๆ ให้ชิน จะได้ไม่ต้องมาระวังหนวดเหลืองเพราะให้อาหาร (เรื่องของเรื่องผมไม่ได้ให้อาหารเม็ด)

4. ทุกครั้งที่หวีขน จะต้องฉีด Conditioner แบบ leave on ก่อนเสมอ เพื่อลดแรงเสียดทาน ไม่ให้ขนขาด และเป็นการบำรุง

5. เลือกใช้แชมพูและครีมนวดที่ดี ๆ มีชัยไปกว่าครึ่ง

7. หัดแปรงฟันให้ชินตั้งแต่เด็ก ๆ จะได้ไม่ต้องมีปัญหาเวลาแปรงฟัน

8. จับฝึกอาบน้ำตั้งแต่เล็ก ๆ ที่เขาเริ่มอาบได้ โดยให้ยืนนิ่ง ๆ ไม่ต้องมาเกาะแขน ปีน หนีน้ำเวลาอาบน้ำให้ (ตอนนี้อาบทีไรเปียกทั้งคน และหมา)

9. ฝึกเข้าสายจูงตั้งแต่เด็ก ๆ ให้เขารู้ว่าเราเป็นจ่าฝูงต้องให้เดินตามหลังเสมอ

10. ข้อนี้สำคัญมาก ต้องฝึกให้เขารู้จักเห่า และไม่เห่า อะไรควรเห่า อะไรไม่ควรเห่า

ผมว่าถ้าผมย้อนเวลาได้ ทำ 10 ข้อนี้ได้ ก่อนหน้านี้ ก็คงดี แต่ตอนนี้คงสายไปละ ไว้เลี้ยงอีกตัวค่อยว่ากันใหม่ ส่วนตอนนี้ผมมีความสุขกับน้องโบว์ฟูสาวเฟี้ยว ปากกล้า เลือกกิน ไปก่อนละกันคร๊าบบบบบ

บทความนี้อาจจะเป็นบทความที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเข้าใจของ น้ำหนัก วงสวิง Timing Landing Stage และ Release

ผมเคยสงสัยว่าถ้าหากว่าเราเอา
ลูกโบว์ลิ่ง 14 ปอนด์ โยนออกไปด้วยความเร็ว 15 km/hours รอบบอล 200 rpm เปรียบเทียบกับ บอล 13 ปอนด์ ความเร็ว 17 km/hours รอบบอล 300 rpm
แรงปะทะของ บอลสองลูกนี้อะไรจะมากกว่ากัน ซึ่งคำตอบมันชัดเจนว่า บอล 13 ปอนด์มากกว่าเห็น ๆ แต่ ในทางกลับกัน หากตัวแปรเรื่องของ ความเร็ว และรอบบอล มันเท่ากัน แน่นอนว่า บอล 14 กินขาด

ทีนี้ก็ถึงประเด็นเรื่องของการโยนให้มี รอบบอล และ สปีดเยอะ ๆ ซึ่งถ้าหากคุณโยนบอล 14 ปอนด์อยู่ แน่นอนว่า ตอนที่เรา back swing ไป และ down swing ลงมา ยิ่ง back สูงเท่าไหร่ พลังงานตอนที่ down swing มันยิ่งสูงมากเท่านั้น ซึ่งถ้าหากว่าตอนที่ เรา down swing ลงมาแล้ว เราไม่สามารถ control landing stage หรือช่วงที่เราจะรีดเร้นพลังงานก่อนที่จะ release ออกไปได้ ไอที่ back swing ไปสูง ๆ ทุกอย่างก็หายหมด กลายเป็นว่า ร่างกายต้องรับแรงต้านที่เกิดขึ้นอีก สังเกตุนักกีฬาโบว์ลิ่งมือใหม่ ส่วนใหญ่ จะเป็นอย่างนี้ คือ back ไปสูง แต่ตอนเอาลงมาไม่ได้เกิดพลังงานอย่างที่ควรจะเป็น

ทีนี้เราจะปรับอย่างไร ตัวผมเอง ตอนแรกปรับโดยการลดระดับการ back swing ให้ต่ำลง ไม่เกินไหล่ เพื่อที่จะได้ให้พลังงานตอนที่ down swing ไม่สูงเกินไปจนผมไม่สามารถ control ได้ ซึ่งผลลัพธ์ ที่ออกมาก็เป็นไปตามคาด ผมสามารถ release ลูกออกไปได้ดีมาก ๆ มันมีพลัง มีรอบ แต่โดยส่วนตัวยังคาใจอยู่ว่า เอ๋…ทำไมเราสวิงไปสูงทีไหร่ มันไม่สามารถทำให้ลูกวิ่งได้แบบนี้สักที

คำถามที่เกิดขึ้นกับตัวเองคือ ?
Timing เราผิดหรือป่าว ?
หรือว่า ร่างกายเราอ่อนแอเกินไป ไม่มีแรงพอที่จะรับแรงตอนที่ลูกมัน Down swing ลงมาได้ ?

ผมก็แก้ไขทั้งสองอย่างนี่แหละครับ หัด timing ใหม่ ออกกำลังกาย แขน ขา ข้อมือ ผลลัพธ์ที่ได้ ก็คือ…ไม่เป็นที่น่าพอใจครับ

ทีนี้ มีอะไรมาดลใจผมไม่รู้ เกิดสมมติฐานขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ผมเคยปรึกษา คุณ โจ้ ญาณพล ว่าปัญหาผมนี่มันจะแก้ไขอย่างไรดี โจ้บอกว่า เอางี้ละกันพี่ ผมแนะนำว่าพี่ลองไปหาลูกเบา ๆ มาโยนดู แล้วจะได้รู้ว่าปัญหาพี่คือ timing หรือว่า body พี่กันแน่ … ตอนแรกฟังแล้วก็ยังคิดสองจิตสองใจว่า มันจะช่วยให้เราเข้าใจได้จริง ๆ หรือ ?

และแล้วก็ได้ลองสมมติฐานนั้น ผมได้ลูก Strom 13 ปอนด์ มา เพื่อทำการทดลองนี้แล้ว ผมได้ลองโยนไปลูกแรก Feeling บอกได้เลยว่า ใช่มาก ๆ ผมลองโยนแบบสวิงไปเต็ม ๆ ขึ้นไหล่ไปนิด ตอน บอล Down swing ลงมาผมสามารถมีพื้นที่ตอน landing stage ได้มากและจังหวะตอนที่ Release บอลนี่แบบว่า มุมมือ มันได้พอดี และทำให้เข้าใจเลยว่า ตำราที่บอกว่าให้ปล่อยตำแหน่ง เลข 7 มุมบอลตอนวิ่งออกไปนี่ใช่เลย จริง ๆ แรงปะทะนี่แบบว่ารู้สึกเลยว่า นี้แหละที่อยากให้มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว

บทสรุปที่ได้
ทำให้ผมคิดสองอย่างคือ เราจะเล่นบอล 13 ปอนด์ไปตลอดเลยดี หรือว่า เราจะต้องไปออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถโยน บอล 14 ปอนด์ใน ความรู้สึกเหมือนบอล 13 ปอนด์ตอนนี้ให้ได้

ไว้ติดตามตอนต่อไปนะครับ ผมจะมาอัพเดทให้ฟัง หวังว่าบทความนี้ของผมอาจจะช่วยให้ใครหลายคนที่อาจจะกำลังคิดแบบนี้อยู่ ได้พบคำตอบสำหรับตัวคุณเองได้ง่ายขึ้นนะครับ
วีดีโอประกอบ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.