เนื่องจากเขียนมาสักพัก จนรู้สึกว่าอยากทำอะไรให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน จึงตัดสินใจจดโดเมนเนม เช่าโฮส จัดเต็มไปเรียบร้อยแล้วครับ

ตามกันไปอ่านต่อได้ที่นี้นะครับ
http://www.BowlingArticle.com

รับรองว่าท่านจะไม่พลาดกับบทความดี ๆ ที่ผมเอามาแชร์กันครับ

They Classify Bowlers In 5 Category’s
1 Rev Dominant
2 Slightly Rev Dominant
3 Speed and Rev Rate match
4 Slightly Speed Dominant
5 Speed Dominant

อันนี้เขาแบ่งนักโบว์ลิ่งออกเป็น 5 ประเภท   แต่เขาบอกว่า ควรจะเป็น 3,4 จะดีสุด ประมาณว่าให้ความสำคัญกับสปีดมากกว่ารอบนิดหนึ่ง

โดยหลักการแบ่ง เรื่องของรอบกับสปีด คร่าว ๆ ก็ประมาณนี้  ไม่ต้องจริง จังกับมันมากก็ได้นะครับ  อันนี้เป็นเพียงข้อมูล
เรื่องของสปีดก่อน  แบ่งออกเป็น 3 Step
slow -  ต่ำกว่า 15 mph ลงไป
medium - 15-17.9 
fast - 18 ขึ้นไป
ข้อมูลนี้อ้างอิงจากเว็บของ Storm นะครับ

ส่วนเรื่องรอบ แบ่งแบบนี้
รอบน้อย - ต่ำกว่า 240 RPMs
รอบกลาง - 240-360 RPMs
รอบเยอะ - 360 RPMs ขึ้นไป

ทีนี้สมมติว่าเรา รอบน้อย และสปีดน้อย  จริง ๆ มันก็จะเท่ากับพอดี  แต่ถามว่าประสิทธิภาพ ถ้าเทียบกับ รอบเยอะ สปีดเยอะ  ซึ่งก็พอดีเหมือนกัน  อะไรจะดีกว่า  แน่นอนว่าคำตอบคืออย่างหลังแบบไม่ต้องสงสัยอะครับ 

น่าจะพอเห็นภาพและเคลียร์เรื่อง ความสัมพันธ์ ระหว่างสปีดและรอบได้

ถ้าพูดถึงเรื่องการ Grip Ball หรือการจับบอล  ปกติเราจะใส่นิ้วเข้าไป โดยใส่นิ้ย กลาง และ นาง ก่อนจากนั้นค่อยใส่นิ้วโป้งตามเข้าไป (แต่ Tommy Jones เขาเอานิ้วโป้งใส่ก่อน แล้วค่อยใส่ นิ้วกลางและนาง)

อันนี้คือเบสิค คิดว่าหลายท่านที่เล่นโบว์ลิ่งมาพอสมควร น่าจะเคยผ่านปัญหานิ้วโป้งบวม นิ้วโป้งปูด นิ้วโป้งด้าน เชื่อได้เลยว่าวิธีแก้ไขปัญหานี้ที่ฮิตสุดก็ไม่พ้น การแก้ไข Thumb Hole  หรือ รูนิ้วโป้ง ที่มันอาจจะฟิตไป กลมไป รีไป บ้าง สแปนเพี้ยนบ้าง  สมมติว่าท่านทำมาทั้งหมดแล้วแต่มันก็ยังไม่ดีขึ้นอยากให้ลองเช็คดูว่า เวลาที่ท่านจับบอล ท่านจิ๊กบอลหรือป่าว ? ถ้านึกไม่ออกว่าจิ๊กบอลคืออะไร  ลองดูภาพนี้ประกอบครับ

ภาพนี้เป็นภาพที่จิ๊กบอล

สาเหตุ  ของคนที่ชอบจิ๊กบอลนั้นจะเกิดจาก การที่บางครั้งถือบอลแบบเกร็ง  แบบว่าตั้งใจจะโยนให้แรง ๆ บ้าง ตั้งใจจะได้เกี่ยวบอลเยอะ ๆ จะได้มีรอบปี๊ด ๆ บ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านั้น บอกได้เลยว่าผิด  ถ้านึกภาพไม่ออก เราลองถือบอลขึ้นมาแล้วแกว่งดูครับ  ถ้าเราจับบอลโดยเกร็งนิ้วโป้งแบบว่า กำไว้เลย วงสวิงที่ได้ ไม่มีทาง Free swing แน่ ๆ ครับ เพราะมันจะเกร็งไปทั้งแขน

ทีนี้มาดูเคล็ดไม่ลับกันครับ จริง ๆ อาจารย์หลาย ๆ ท่านจะแนะนำว่า  ถ้าอยากจะแก้ไขการจิ๊กบอล ให้แก้โดยเอานิ้วโป้ง แปะไว้เฉย ๆ ที่ด้านในของ Thumb Hole หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ  ห้ามงอนิ้วโป้ง ตรงข้อ  วิธีนี้ดูเหมือนจะได้ผลครับ  แต่ไม่มีอาจารย์ท่านไหนเคยบอกผมว่า จริง ๆ แล้วนิ้วโป้งที่บอกว่าห้ามงอนั้นไม่ต้องออกแรงกด เพราะถ้าเราไม่งอจริง ไม่จิ๊กบอลแล้วจริง ๆ แต่ เรายังออกแรงกริ๊บบอลหนักขึ้นไปอีก เพราะว่ากลัวบอลตก ก็คิดดูสิครับ  ตอนเราจิ๊กซะขนาดนั้น เราก็เสียวว่ามันจะหลุดมือละ  พอห้ามจิ๊ก  ก็เลยยิ่งออกแรงกริ๊บมากขึ้นไปอีก  ทีนี้ไปกันใหญ่ เกร็งกล้ามโต

ปัญหาผมคือเรื่องนี้แหละครับ  มีหลาย ๆ คนที่เคยเห็นผมโยน มาแนะนำว่า วงสวิงของพี่อาร์ตมันขึ้นไปสูง  แต่พอตอนลงมามันเหมือนขาดพลัง  แบบเหมือนว่าเราพยายามเกร็ง  พยายามทำอะไรกับบอลมันมากไป  ซึ่งจริง ๆ แล้วเขาพูดถูกมาก ๆ เพราะผมเกร็ง โดยที่ผมไม่รู้ตัวว่าผมเกร็ง บอลแทนที่จะมีสปีด  ก็ไม่มี  จะมีรอบก็ไม่ใช่

แล้ววิธีแก้ไขละ จริงๆ  ผมบอกเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด  เพียงแต่ผมนำมาอธิบายให้หลาย ๆ ท่านเข้าใจให้ง่ายขึ้น เพราะผมเคยเข้าใจผิดกับเรื่องนี้ไปอยู่นาน และเชื่อว่าปกติไม่มีใครเขามาบอกเรื่องนี้กัน มาลองดูภาพประกอบกันเลยครับผม

ภาพประกอบการจับบอลแบบถูกต้อง

สังเกตุว่าคำอธิบายในภาพที่ผมเขียนเอาไว้นั้น อยากให้หลาย ๆ คนลองหยิบบอลแล้วมาลองทำตามดูนะครับ ถ้าทำตามภาพที่บอก จะรู้สึกถึง Feeling ที่แตกต่างออกไปจากเดิมแน่ ๆ คือ

  1. นิ้วโป้งจะรู้สึกสบายขึ้น ไม่รู้สึกว่ามันเสียดสีกับรู
  2. จะรู้สึกว่าน้ำหนักของบอลจะตกลงมาที่โค่นนิ้วชี้มากขึ้น
คำเตือน เวลาที่ท่านฝึกใหม่ ๆ อยากให้ค่อยๆ แกว่งดูก่อน เพราะหากยังไม่ชิน  หรือรูนิ้วโป้งของเดิมมันหลวมเกินไป บอลอาจจะหลุดออกจากมือของท่านได้
ส่วนตัวของผมนั้น วันนี้ได้ไปทดสอบการจับบอลแบบนี้มา  และไปโยนที่ SF ราม ฯ มานั้นสิ่งที่รู้สึกได้เลยก็คือ Speed บอล  และรอบบอลมันมาโดยที่ไม่ต้องใส่แรงอะไรเลยจริง ๆ แค่ปล่อยให้วงสวิงมันพาไป ที่สำคัญคือ ผมไม่รู้สึกเกร็งตอนแกว่งบอลแล้ววววววววว  วันนี้พี่ที่โยนด้วยกันยังทักว่า “บอลเข้าพินแรงขึ้นเยอะเลย ไปทำอะไรมา?  ”   ผมแอบยิ้มในใจ …มันเป็นเคล็ดลับใหม่ ที่พึ่งได้มาครับ
สุดท้ายนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้น่าจะทำให้หลาย ๆ คนโยนโบว์ลิ่งได้สนุกขึ้นครับผม
ปล.ช่วงนี้น้ำท่วมไม่มีอะไรทำ เลยมีเวลาเข้ามาเขียนบ่อย
บทความนี้ผมขอยกเครดิตให้กับ อาเล็ก ณ บางกะปิ (ตอนนี้ปิดปรับปรุง แกเลยมาซ้อมที่ SF ราม) แกแนะนำได้เห็นภาพมาก ๆ

วันนี้เป็นบทความแนะนำสำหรับมือใหม่ หรือมือเก๋า ที่อาจจะลืมจุดสำคัญจุดนี้ไปนะครับ นั้นคือ “การเดิน”

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนเดินกี่ก้าวก็ตาม สิ่งที่ต้องการบอกให้รู้ไว้ก็คือ “จุดศูนย์ถ่วง”

มีคำถามง่ายๆ ว่าเวลาที่คุณยืนบน Approach ก่อนที่จะโยน ตอนที่ Set up คุณถือบอลอยู่ แล้วลองนึกตามว่า จุดศูนย์ถ่วง อยู่ตรงไหน ?

บางคนตอบว่า อยู่ตรงกลาง อยู่ตรงเท้า บ้าง แต่ผมจะบอกว่าจุดที่ควรจะให้ ศูนย์ถ่วงเราอยู๋นั้นก็คือ กลางลำตัว ด้านหลัง

ถ้านึกไม่ออกว่ามันอยู่ตรงไหน ผมอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ครับ คือ ตรงบริเวณเอว ด้านหลัง

ภาพประกอบ

เวลาที่หัดโยนใหม่ ๆ เลย เขาจะมีท่าที่ให้ฝึก เพื่อให้เข้าใจถึงเรื่อง จุดศูนย์ถ่วงตรงนี้คือ เอามือไขว่ไปข้างหลัง เหมือน ตามระเบียบพัก แล้วก็เดิน

ซึ่งผู้รู้หลาย ๆ ท่านแนะนำว่าเวลาโยนโบว์ลิ่งให้เดินด้วยสะโพก เดินด้วยช่วงล่าง  ด้านบนปล่อยมันไปตามอิสระไม่ต้องไปเกร็ง เพื่อให้เกิด Free swing

ให้เรารักษาจุดศูนย์ถ่วงไว้ที่จุดนั้นตั้งแต่ต้นจนจบนะครับ เวลาก้าวสุดท้าย ตอนที่เราจะสไลด์นั้น ถ้าเราเอาจุดศูนย์ถ่วงไว้ตรงนั้นแล้ว รับรองว่าคุณจะสามารถเดินได้อย่างมั่นคุง และจบได้มั่นคงมากยิ่งขึ้นครับผม

บทความนี้ขอว่าด้วยเรื่องของสิ่งที่สำคัญมากในการโยนโบว์ลิ่ง ที่ขาดไม่ได้อีกอย่าง มันคือรองเท้านั้นเองครับผม สำหรับคู่นี้ผมขอบอกสาเหตุให้ฟังก่อนนะครับว่าทำไมถึงเลือก 3G รุ่นนี้  ทำไมไม่เอา Dexter SST8 เผื่อจะมีคนที่ตัดสินใจ และสนใจเหมือน ๆ ผม ขอแยกให้เป็นข้อ ดังนี้นะครับ

  1. ก่อนหน้านี้ที่ผมใน SST8 ผมมีปัญหาเรื่องก้าวสุดท้ายก่อนสไลด์ คือพื้นของรุ่นนี้มันจะหนาและแข็งมาก ทำให้ไม่สามารถถีบตัวได้ถนัด (อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ  บางคนก็ไม่มีปัญหา)
  2. ผมไม่ชอบของที่คนใส่กันเยอะ ๆ อะครับ มันจะดูเกร่อ ๆ
  3. ก่อนหน้านี้ผมซื้อ Maxrise รุ่น K-3 Pro มา  จะบอกว่าโดนส่วนตัวชอบมาก แต่มันคับไปนิด เลยขายไป และจะสั่งอีกก็รอเป็นชาติ จึงต้องอดไป
  4. 4. ตอนแรกว่าจะซื้อ ABS เหมือนกับ  เพราะ จริง ๆ 3G กับ ABS มันดีไซนืเดียวกัน  แต่ปัญหาคือ ที่ญี่ปุ่นฝากคนซื้อลำบาก  อันนี้สั่งจากอเมริกา มีคนรับหิ้วเยอะแยะครับ
  5. ผมได้ศึกษามาพอสมควร ซึ่งมีพี่ใหญ่ (Turtle) แนะนำว่าพื้นของ 3G หรือ ABS มันจะยืดหยุ่นกว่า ใส่สบายกว่า ผมก็เลยลองสั่งมาจัดดูสักคู่ตามที่พี่ใหญ่แกแนะนำ
  6. คิดไม่ออกละ  มาดูรีวิวกันเลยดีกว่าครับ

เริ่มตั้งแต่เปิดกล่องกันเลยละกันครับผม จะบอกว่าตอนสั่งเนี้ยกว่าจะตัดสินใจเลือกได้ว่าจะต้องสั่งไซส์อะไร นี่เรียกว่าหาไซส์รองเท้ามาเปรียบเทียบกันแทบจะยกบ้าน เนื่องจากประสบการณ์ครั้งที่แล้วมันสอนให้ต้องจำว่า ก่อนจะสั่งต้องชัวร์ก่อนนะ ไม่งั้น งานงอก  จะบอกว่าวิธีที่ดีที่สุดในการสั่งผ่านออนไลน์  ก็คือ หารุ่นที่เราต้องการจากคนทีรู้จัก  หรืออย่างน้อยเอายี่ห้อ เหมือนกันมาลองก่อน  จะเป็นการหาตัวเทียบที่ใกล้เคียงที่สุดครับ


เปิดกล่องมาเจอซองใส่รองเท้า ที่ดูใหญ่และอลังการณ์มาก ใหญ่กว่าของ Maxrise นิดหนึ่ง

แรกพบ ก็รู้สึกไม่ผิดหวังที่สั่งคู่นี้มาจริง ๆ ครับ แต่ Highlight มันไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันอยู่ตรงที่ว่า จะใส่ได้พอดีหรือไม่ต่างหาก

อันนี้เป็นพื้นด้านขวา  สำหรับใช้ถีบเพื่อสไลด์นะครับ รุ่นนี้ด้านขวาไม่สามารถเปลี่ยนได้ทั้ง พื้น และส้นครับผม มัน Fix มาให้เลย ไม่เหมือนกับ Dexter SST8 และ Maxrise K-3 Pro

แต่จากประสบการณ์ของผม มีน้อยครั้งมากที่จะไปยุ่งกับพื้นของด้านขวา นอกจากจะเอา ส้น ของด้านขวา มาสลับใช้กับพื้นด้านซ้าย เพื่อสไลด์บ้างเป็นครั้งคราว

อันนี้เป็นพื้นด้านซ้าย สำหรับสไลด์ครับ สามารถเปลี่ยนได้ทั้งพื้น และ ส้น  แต่สังเกตุ ตรงพื้น และส้นนะครับ

ตรงพื้น จะมีการวางแนวกั้นน้ำเอาไว้บริเวณขอบ ๆ (เฮ้ยไม่ใช่ กำลังอินกับสถานการณ์บ้านเมือง) น่าจะเพื่อความคงทน และไม่ให้แผ่นสไดล์มันเปิด ถ้ามันไปเจอตรงขอบ ๆ อะครับ (แต่ผมว่ามันก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น เพราะตั้งแต่เคยใส่รองเท้ามา ก็ไม่เคยมีปัญหากับแผ่นสไดล์ด้านซ้าย แต่อย่างไร

ตรงส้น ก็เช่นกันจะมีเหมือน ตอไม้โผล่ออกมา  น่าจะเอาไว้เพื่อช่วยให้ส้นมันไม่ขยับเขยื้อน เวลาที่สไดล์มั้งครับ  และก็อีกนั้นแหละ  ผมก็คิดว่าไม่เห็นต้องมีเลย จะมีใครที่เคยสไลด์แล้ว ส้นมันหลุดออกมามั้ยเนี้ย  แค่ตีนตุ๊กแก อย่างเดียวก็น่าจะพอละ  สงสัยต้องการเพิ่มความแตกต่าง

ภาพด้านนอกหลายๆ มุมครับ


จากการลองสวมใส่ และ รองใช้เท้ายันดู ปรากฎว่าความรู้สึกตอนที่ใส่เข้าไปนั้น  นุ่มสบายเท้ามาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ด้านใน ก็ไม่ได้บุ ด้วยอะไรพิเศษ เมื่อเทียบกับ วัสดุของ K-3 Pro แล้ว อันนั้นดีกว่าเยอะ  แต่ที่ประทับใจคือ พื้นของมัน  เพราะว่าเหมือนกับว่าออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักของเท้าได้เต็มาก ๆ   และอีกจุดหนึ่งคือ  พื้นของรองเท้าที่ไม่ได้หนา และมีความยืนหยุ่นที่ดี  ทำให้สามารถยันเท้าเหมือนในรูปได้โดยที่ไม่ต้องออกแรงมากเท่าไหร่  ถ้าเทียบกับ ทั้งของ Dexter และ K-3 Pro  อันนี้ชนะเลิศ แบบไม่ต้องสงสัยครับ

ภาพด้านในรองเท้า

อุปกรณ์เสริมเอาไว้ทำอะไรอะ?

มันเอาไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

เห็นพื้นที่มีรู มั้ยครับ  ไม่ต้องตกใจว่าเฮ้ย  แล้วมันจะทำรูไว้ทำไม  มันเอาไว้ใส่พื้น แต่ละรู ให้มีความแตกต่างกันไปได้ด้วยครับ แล้วไอ้เหล็กที่ให้มาอันนั้นก็เอาวไว้สำหรับ งัดไอ้แผ่นกลม ๆ นี่ออกครับ  แต่ผมว่าอันนี้มันดูเยอะเกิน ใช้พื้นอันที่มันให้มาเป็นเต็ม ๆ ดีกว่า  ไม่งั้นกว่าจะได้โยน คงผ่านไปหลาย ชั่วโมงอยู่  คิดไม่ออกว่าจะเอาอะไรใส่รูไหนดี

อันนี้คือภาพ ตอนที่ใส่พื้นสไลด์ และส้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะบอกว่าพื้นนี้ตอนเอาไปโยนที่ SF รามตอนเย็น ขาแทบฉีก ลื่นปี๊ด เปลี่ยนพื้นแทบไม่ทัน

และภาพสุดท้ายผมขอปิดท้ายด้วยภาพยกเซ็ทครับผม

คิดว่าบทความนี้น่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะหาซื้อรองเท้า โบว์ลิ่งคู่ใหม่ ไม่มากก็น้อยนะครับ โดยส่วนตัวผมขอสรุปว่าเป็นรองเท้าที่ใส่แล้วรู้สึกสบายจริง ๆ  ผมประทับใจที่พื้นรอง ในรองเท้ามาก ๆ มันไม่ใช่แบน ๆ แต่มันจะเป็นคลื่น ๆ รับตามรูปเท้าได้พอดี และความยืนหยุ่นของตัวแผ่นรอง รองเท้าที่ทำให้เราสามารถถีบสไลด์ได้ง่ายขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญ และลืมพูดถึงไปคือ เรื่องน้ำหนักของมัน ต้องบอกว่าเบาที่สุด ถ้าเทียบกับ Dexter SST8 และ Maxrise K-3 Pro

ส่วนเรื่องอุปกรณ์ที่เขาแถมมาให้นั้น ผมว่าของ Maxrise K-3 Pro ทำมานั้นดูดีกว่าเยอะมาก  ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า และอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่อย่างว่าแหละครับ เราซื้อรองเท้า  เราก็คงต้องการรองเท้าที่ใส่แล้วสบาย ไม่ใช่รองเท้าที่กระเป๋าสวยแต่เพียงอย่างเดียว

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ

หลังจากที่หายไปนานพอสมควรจะครับ วันนี้พอมีเวลาว่าง ๆ ก็เลยมาขอระบายออกซึ่งบทความที่คาในหัวมานานละ  แต่ยังไม่ได้ระบายออกมาสักที

เริ่มเลยละกันครับ สำหรับวันนี้ผมจะมาวิเคราะห์ ก้าวต่อก้าว ของผมเอง ว่ามันผิดตรงไหนอะไรอย่างไร  และส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ปัญหาตอนนี้ของผมเลยคือ รู้สึกว่าก้าวที่ สี่และห้า มันขาด พลัง  ซึ่งได้ไปปรึกษาผู้รู้มาหลายท่าน ได้คำตอบมามากมาย พอที่จะสังเคราะห์ออกมาได้ว่า ที่ ก้าวสี่ กับ ก้าวห้า ผมเป็นแบบนั้น เพราะมันผิดตั้งแต่ก้าวหนึ่งแล้วแหละ มันส่งผลถึงกัน ถ้าจะให้แก้ไข มันต้องแก้ตั้งแต่ ก้าวที่ หนึ่ง   ไม่ใ่ช่จะมาแก้ที่ก้าวที่สี่ ที่ห้า  แล้วจบ (ฟังจบแล้วรู้สึกว่า…เ_ี้ย แล้วไง รื้อใหม่อีกแล้วหรือ?)  แต่คนอย่างผม เรื่องแค่นี้เราไม่ยอมอยู่แล้ว รื้อก็รื้อครับ

คำแนะนำที่ได้มานั้น ผมขอแยกเป็นข้อ ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการถ่ายทอด และความเข้าใจ ดังนี้

  1. ก้าวแรก…ยาวเกินไป ทำให้เสียสมดุลของร่างกาย เนื่องจาก มันจะเกิดทิ้งน้ำหนักไปด้านหลัง (เพราะส่วนล่าง เราวางไปในตำแหน่งที่ไกลเกิน ทำให้ส่วนบน จะเทน้ำหนักไปด้านหลัง)
  2. ก้าวสอง…จากที่ก้าวแรกยาวเกิน ทำให้ก้าวสองที่ตามมาเกิดการ เร่งจังหวะ เพราะถ้าช้าก็มาไม่ทัน ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เสียสมดุลไปใหญ่
  3. ก้าวสาม…จังหวะนี้ตอนที่จะ Back swing ขึ้นด้านบนเนื่องจากก้าวสอง เร่งมาแล้ว ก้าวสามจึงไม่สามารถทำให้เกิด Free swing ได้ ก็กลายเป็นเร่งขึ้นไปอีก
  4. ก้าวสี่…เนื่องจาก หนึ่ง สอง สาม มันเร่งไปหมด  พอก้าวสี่ ที่ต้องให้บอลอยู่จุดสูงสุด มันกลายเป็นว่า ก้าวสี่ เป็นก้าวที่บอลเริ่มตกลงมาแล้ว สืบเนื่องจากว่ามัน มาเร็วเกินไป จาก 1 2 3 (ตรงนี้จริง ๆตอนแรกผมงงมาก ว่าก็ผมไม่ได้เร่งอะไรเลย ทำไมถึงบอกว่าผมเร่ง แต่ อาสัมฤทธิ์ แนะนำว่า ลองแกว่งบอลอยู่กับที่ดู แล้วจะรู้ว่าเราเร่งหรือไม่เร่ง) ตรงนี้ผมก็ยังแยกไม่ออกอยู่ดี มันชินไปแล้วอะครับ
  5. ก้าวห้า…ก้าวนี้ทุเรศมากที่สุดสำหรับผม ก้าวสไลด์ที่ห่วยมาก ๆ สไลด์แบบไม่สุด เหมือนไม่มีแรง ในการสไสด์ตัวไปข้างหน้า พอพยายามแก้ไข ก็เริ่มสังเกตุเห็นว่า เพราะบาลานซ์ ตัวที่ไม่ดีนี่เอง ทำให้ไม่สามารถเกิดพลังการสไลด์ไปด้านหน้า ให้ยาว ๆ ได้
ทีนี้ ลองมาดูภาพเปรียบเทียบ แบบ Step By Step ดูนะครับ ผมพยายาม ขีดเส้น สมมติไว้เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบาย และเข้าใจดังภาพเลยครับ
ภาพที่ 1 …STEP 1 อันนี้ก้าวเฉย ๆ แต่ต้องขยับตัวด้านบนเพื่อไล่สมดุลของร่างกาย
Bowling 5 step approach
จากภาพ เปรียบเทียบ กับ Chris Barnes กับ Derek Eoff และผมเอง  จุดนี้สังเกตุว่าตำแหน่งของบอลผมถือนั้น ต่ำเกินไป แต่จริง ๆ แล้วอันนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เราสามารถปรับได้ตามสปีดที่เราต้องการ สังเกตุระยะก้าว อันนี้คือที่ผม ปรับให้สั้นลงแล้ว ก่อนหน้านี้ยาวกว่านี้ประมาณ เท่าหนึ่งได้  ทำให้สมดุลเสียไป
ภาพที่ 2 …STEP 2 Push Away
จังหวะที่สอง Push Away ตรงนี้แหละครับปัญหายังอยู่ คือ ระยะก้าวที่ยาวเกินไป ทำให้สมดุลของตัว มันไม่ไปข้างหน้านิดหนึ่งเหมือนมัน หน่วง ๆ อยู่ ผมอยากจะพยายามปรับให้เหลือ สักประมาณขีดน้ำเงิน
ภาพที่ 3 …STEP 3 Fall in to Swing
ก้าวสาม นี้ก็เช่นกัน เมื่อดูเปรียบเทียบแล้วจะรู้เลยว่า ร่างกายผมมันไม่ได้มีลักษณะเตรียมพร้อมที่จะพุ่งไปข้างหน้า เหมือนตัวอย่างสองคนที่ยกมา ดูจากภาพแล้ว จะสามารถพุ่งตัวสไลด์ได้ดีกว่ามาก ๆ อันนี้น่าจะเกิดจากก้าวสองที่ยาวเกินไป ทำให้ก้าวนี้สมดุลมันย้ายมาไม่ทัน
ภาพที่ 4 …STEP 4 Top of Swing
และก้าวที่ สี่ ก่อนสไลด์ อันนี้ยิ่งเห็นได้ชัด ว่ามุมของเส้นสีน้ำเงิน มันเหมือนค้ำร่างกายเอาไว้อยู่  คล้าย ๆ กับว่า มันยันไม่ให้เราสไลด์ไปข้างหน้า  ไม่เหมือนกับของ Chris Barnes ที่มันเป็นมุมที่ส่งให้ร่างกายพร้อมจะสไลด์ไปเต็มที่
ภาพที่ 5 …STEP 5 Down Swing & Slide & Release
และก้าวสุดท้าย นี่คือผลลัพธ์ที่แตกต่าง ที่ส่งผลมาจาก ก้าว 1 2 3 4 สไลด์ของผม มันขาดพลัง และระยะทาง เป็นอย่างมาก ทั้งขาซ้าย และขาขวา สังเกตุ เส้น น้ำเงินที่เป็นขาขวา ของเขาแทบจะเหยียดตรง แต่ของผมนี่งอ อยู่อย่างนี้ ทำให้ขาดพลังการส่งบอล  และเส้นสีแดง คืือ เท้าซ้าย  ของเขามุมองศา จะมากกว่า เพื่อค่ำร่างกาย เวลาที่สไลด์เข้ามา  ส่วนของผมนั้น ดูแล้วไม่สามารถรับน้ำหนักได้อย่างแน่นอน
หวังว่าบทความนี้ จะพอให้เป็นแนวทาง การวิเคราะห์ วงสวิงของตนเองของแต่ละคนได้  ไม่มาก ก็น้อยนะครับ
ส่วนผมนั้นคงต้องพัฒนาอีกเยอะ ถ้าตอนจบ ผมสไลด์ได้แบบนี้เมื่อไหร่  ผมจะมาเขียนบทความอีกครั้งนะครับ
ปล.ใครมีอะไรแนะนำผม หรือยากให้ผมแนะนำ  อีเมลมาหาผมได้เลยนะครับ ยินดีครับผม
s.nipat@gmail.com
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามครับผม
อาร์ต

การหนีบจักกะแร้

เห็นหัวข้อแล้วหลายท่านอาจจะงงว่า เอ๋…โยนโบว์ลิ่งมันเกี่ยวอะไรกับการหนีบจักกะแร้ด้วย  สิ่งที่ผมอยากจะบอกวันนี้เรียกได้ว่า เป็นผลลัพธ์ของการหนีบจักกะแร้นิดเดียว  แต่สั่นสะเทือนไปถึงดวงดาว (เวอร์ไปนิดดดส์)

คือ ก่อนอื่นต้องบอกนิดหนึ่งครับว่า ช่วงนี้ผมกำลังแก้ไขปัญหาของมือ  เวลาที่ Back swing ไปประมาณก้าว สองไปสาม ลูกบอลมันจะคว่ำเข้ามาหาตัว  ส่วนมือจะกลายเป็นอยู่ด้านขวาของบอลแทน

รูปประกอบ

มืออยู่ข้างนอก

ซึ่งจริง ๆ สิ่งที่ควรจะเป็นมันควรจะอยู่ด้านหลังของบอล ตลอดวงสวิง  เพราะว่ามันจะทำให้จังหวะที่เรา Release บอลสามารถทำให้มือเราอยู่ในตำแหน่งหลังบอล ซึ่งจะทำให้บอลมีประสิทธิภาพมากสุด (สปีด และ รอบจะมาเต็มมาก)

รูปประกอบ

มืออยู่หลังบอล

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า การปล่อยบอล แบบก้ามปู  จริง ๆ มันก็ไม่ได้ผิด  แต่มันก็จะทำให้ประสิทธิภาพของบอลไม่ได้ออกมาเต็มที่  ซึ่งสาเหตุที่กลายเป็นอย่างนั้น โดยไม่ได้ตั้งใจนั้น จริง ๆ อาจจะมาตั้งแต่วงสวิงที่ไม่ได้แนบลำตัว  จึงทำให้ตำแหน่งของลูก และมือ ไปอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว

สำหรับวันนี้ผมจะขอเสนอวิธีแก้ไขที่สามารถแก้ได้ง่ายที่สุดแล้ว  และส่งผลลัพธ์ได้เห็นผลที่สุดเช่นกัน  คือ  

  1. เวลาที่เรายืนบน Approach ให้เรานึกไว้เสมอว่า เราจะหนีบจักแร้เราเอาไว้
  2. เมื่อเรา Push บอล ออกไไป  เราก็ยังนึกอยู่ ซึ่งนั้นจะทำให้แขนเราแนบลำตัว
  3. เมื่อเราปฏิบัติ 2 ข้อเสร็จเรียบร้อย  สิ่งที่ตามมาคือ  บอลจะไปอยู่ในตำแหน่งที่เราต้องการเองอย่างไม่น่าเชื่อ

ปล.  วิธีการฝึกโดยง่าย ให้นำผ้าเช็ดบอลก็ได้  มาเหน็บ จักกะแร้ไว้ รักษาให้ผ้าไม่ตกลงมา จนกระทั้งก้าว สองไปสาม  และสิ่งที่ได้ตามมาก็คือ

  • วงสวิงของท่าจะเป็นเส้นตรงมากขึ้น
  • ตำแหน่งของมือจะอยู่ด้านหลังบอลมากขึ้น
  • บอลจะมีสปีด และ Power มากขึ้น (อันนี้ต้องประกอบกับ Timing ที่ถูกต้องด้วยนะครับ)